บทที่ 9 9
"สวัสดีค่ะคุณติณณ์ กลับมาเร็วจังเลยนะคะ รันกำลังทำอาหารเย็นพอดี อีกสิบนาทีก็ตั้งโต๊ะได้แล้วค่ะ วันนี้มีต้มยำกระดูกหมูอ่อนรสจัดๆ น่าจะช่วยให้คุณติณณ์สร่างจากอาการอ่อนเพลียได้ดีนะคะ" ภรันยาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบและรอยยิ้มบางเบาตามมารยาท ไม่ตอบโต้ข้อกล่าวหาไร้สาระของเขาเลยแม้แต่คำเดียว
ท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเธอทำให้อารมณ์คุกรุ่นในใจของติณณภพพุ่งสูงขึ้นไปอีก เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้เธอจนเหลือระยะห่างเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ที่ผสมกับกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ โชยมาจากตัวเขา
"อย่ามาเปลี่ยนเรื่องภรันยา ฉันถามว่าเมื่อคืนเธอแอบนัดใครไปกินข้าวแทนฉัน หรือว่าใช้เงินของฉันเปย์ผู้ชายคนอื่นไปแล้วล่ะสิ ถึงได้ดูมีความสุขหน้าระรื่นขนาดนี้" เขาเค้นเสียงต่ำอย่างพาลหาเรื่อง
ภรันยาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่าย เธอปิดเตาแก๊สและหันมาเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่อย่างตรงไปตรงมา ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาดุดันของเขาอย่างไม่มีความเกรงกลัว
"คุณติณณ์คะ รันว่าคุณติณณ์น่าจะพักผ่อนน้อยจนสมองเบลอไปแล้วนะคะ เมื่อคืนคุณติณณ์เป็นคนโทรมายกเลิกนัดเอง และรันก็นั่งทานอาหารฝรั่งเศสคอร์สละหลายพันบาทที่คุณปู่อุตส่าห์จ่ายเงินจองไว้ให้จนครบทุกจานคนเดียวค่ะ รสชาติฟัวกราส์มันอร่อยมากจนรันรู้สึกว่าการได้ทานคนเดียวมันคุ้มค่ากว่าการต้องมานั่งปั้นหน้าทานกับคนที่ไม่อยากมาตั้งเยอะ รันก็เลยอารมณ์ดีแบบที่เห็นนี่แหละค่ะ"
คำตอบที่ฉะฉานและแฝงไปด้วยความเย้ยหยันเล็กๆ ทำเอาติณณภพชะงักงันไปชั่วขณะ เขาคาดหวังจะเห็นน้ำตาหรือความน้อยใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงความมีเหตุผลที่ตอกหน้าเขาจนชา
"เธอไม่โกรธหรือไงที่ฉันทิ้งเธอไปหานิชา" เขาโพล่งถามออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด ความอยากเอาชนะทำให้เขาลืมตัวหลุดปากในสิ่งที่แสดงความงี่เง่าของตัวเองออกมา
ภรันยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแย้มรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "รันมีสิทธิ์อะไรไปโกรธคุณติณณ์ล่ะคะ ในเมื่อคุณติณณ์เป็นคนตั้งกฎเองว่าเวลาอยู่ด้วยกันสองคน เราเป็นแค่คนแปลกหน้าที่เช่าบ้านอยู่ด้วยกัน คนแปลกหน้าเขาไม่มาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวกันหรอกค่ะ อีกอย่าง รันเข้าใจดีค่ะว่าคุณนิชาเธอเพิ่งเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจมา คงต้องการคนดูแลอย่างใกล้ชิด คุณติณณ์เป็นสุภาพบุรุษก็ต้องไปช่วยเหลือเป็นธรรมดา รันจะเอาเรื่องแบบนี้มาคิดเล็กคิดน้อยทำไมให้ปวดหัวคะ"
แหม โธ่พ่อเทพบุตร คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลหรือไงคะ รันไม่ได้ว่างมาร้องไห้ฟูมฟายหรอกนะ หุ้นกำลังขึ้น ธุรกิจก็กำลังไปได้สวย รันรวยเกินกว่าจะมานั่งเสียน้ำตาให้ผู้ชายงี่เง่าแบบคุณแล้วค่ะ…ภรันยาแอบด่าเขาในใจด้วยสำนวนตลกร้ายที่เธอถนัด
ติณณภพขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขารู้สึกเหมือนถูกผู้หญิงตรงหน้าตบหน้าด้วยคำพูดที่สุภาพที่สุด ความใจกว้างและมีเหตุผลของเธอไม่ได้ทำให้เขารู้สึกผิด แต่กลับทำให้เขารู้สึกไร้ค่าและเหมือนคนโง่ที่พยายามเรียกร้องความสนใจจากก้อนหิน
"เก่งให้มันได้ตลอดก็แล้วกันภรันยา ฉันอยากจะรู้นักว่าใต้หน้ากากแม่พระผู้แสนดีของเธอ มันจะซ่อนความหน้าเงินและสันดานตอแหลไว้ได้นานแค่ไหน สักวันฉันจะกระชากหน้ากากของเธอออกมาให้ปู่เห็น แล้ววันนั้นเธอจะได้กระเด็นออกจากบ้านหลังนี้แบบไม่มีชิ้นดี" เขาข่มขู่ด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่เพิ่มทวีคูณ
"รันจะรอให้ถึงวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะคุณติณณ์" ภรันยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและหนักแน่น "แต่ระหว่างที่รอ รันขออนุญาตจัดโต๊ะอาหารก่อนนะคะ ถ้าคุณติณณ์หิวก็เชิญที่ห้องอาหารได้เลยค่ะ แต่ถ้าไม่อยากทานร่วมโต๊ะกับรัน รันจะได้แบ่งส่วนของคุณติณณ์ไว้ให้ต่างหาก คุณติณณ์จะได้ไม่ต้องรู้สึกขยะแขยงเวลาเห็นหน้ารัน"
พูดจบเธอก็หันหลังกลับไปจัดการตักต้มยำใส่ชามกระเบื้องเคลือบอย่างไม่สนใจไยดีผู้ชายที่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่ด้านหลังอีกต่อไป
ติณณภพยืนจ้องมองแผ่นหลังบางที่ขยับตัวอย่างคล่องแคล่วด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ เขาอยากจะคว้าตัวเธอมาเขย่าให้หลุดจากความเยือกเย็นนั้น อยากจะเห็นเธอแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาเหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป แต่เขาก็รู้ดีว่าการทำเช่นนั้นจะยิ่งเป็นการลดตัวลงไปเล่นตามเกมของเธอ
ชายหนุ่มหมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องครัวไปอย่างหัวเสีย เขาก้าวฉับๆ ขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนส่วนตัว ปิดประตูลงกลอนเสียงดังสนั่นเพื่อระบายอารมณ์คุกรุ่น ทิ้งตัวลงนั่งบนปลายเตียงพลางยกมือขึ้นเสยผมอย่างหงุดหงิด
ทำไมเขาต้องรู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้ด้วย ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ร้องไห้กวนใจ ไม่ได้เรียกร้องเงินทองเพิ่ม และไม่ได้เอาเรื่องนิชาไปฟ้องคุณปู่ เธอทำตัวเป็นภรรยาในนามที่สมบูรณ์แบบตามที่เขาต้องการทุกอย่าง แล้วทำไมลึกๆ ในใจเขาถึงรู้สึกเหมือนเป็นผู้แพ้ในสงครามประสาทครั้งนี้อยู่ร่ำไป
ติณณภพไม่อาจหาคำตอบให้กับความรู้สึกย้อนแย้งของตัวเองได้ เขาพยายามสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปและบอกตัวเองว่าผู้หญิงอย่างภรันยาไม่มีค่าพอให้เขาต้องมานั่งเสียเวลาคิดทบทวน สิ่งที่เขาต้องทำคือจับผิดและหาหลักฐานความเลวร้ายของเธอมาเปิดโปงให้จงได้
ในขณะเดียวกันที่ห้องอาหารด้านล่าง ภรันยากำลังนั่งทานข้าวเย็นเพียงลำพังอย่างเอร็ดอร่อย รสชาติจัดจ้านของต้มยำกระดูกหมูอ่อนช่วยเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี เธอทานข้าวไปพลางเปิดดูรายงานสรุปยอดขายประจำวันในโทรศัพท์มือถือไปพลาง รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานละมุนอีกครั้ง
สงครามในคฤหาสน์หลังนี้อาจจะทำให้เธอต้องเหนื่อยล้าทางอารมณ์บ้างในบางครั้ง แต่ตราบใดที่ "ช่องทางลับ" ของเธอยังคงเจริญงอกงามและสร้างความมั่งคั่งให้เธออย่างต่อเนื่อง เธอก็มีพลังงานเหลือเฟือที่จะรับมือกับความงี่เง่าของผู้ชายปากร้ายอย่างติณณภพได้สบายมาก
"อีกนิดเดียวนะรัน ทนอีกนิดเดียว" เธอพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาขณะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม "เมื่อถึงเวลาที่ปีกของเธอแข็งแรงพอ เธอจะโบยบินหนีไปจากนรกขุมนี้ และปล่อยให้พวกเขาจมอยู่กับอคติและความโง่เขลาของตัวเองตลอดไป"
และนั่นคือคำสัญญาที่ภรันยาสาบานกับตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวในค่ำคืนนี้ ค่ำคืนที่ช่องว่างระหว่างเธอและติณณภพถูกถ่างกว้างออกไปอีกขั้น ด้วยความเย็นชาที่ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงน้ำแข็งอันหนาทึบ ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าในท้ายที่สุดแล้ว ใครจะเป็นฝ่ายหนาวเหน็บจนเจียนตายเพราะกำแพงน้ำแข็งที่ตัวเองร่วมสร้างขึ้นมานี้
